พระกรุเมืองสยาม  ตอนที่ 5 (พระเนื้อชินเขียว)

                ในสมัยรัชกาลที่ ๖  กรมราชฑัณฑ์กระทรวงนครบาล  ได้ลงโทษประหารชีวิตนายบุญเพ็ง (บุญเพ็ง หีบเหล็ก) ด้วยวิธีการกุดหัว (ตัดศรีษะ)  เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๒  สถานที่ประหารชีวิตนายบุญเพ็ง  คือลานวัดภาษี  เขตวัฒนา กรุงเทพฯ  (นายบุญเพ็งเป็นนักโทษคนสุดท้ายในสยาม ที่ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการกุดหัว)...ข้อมูลประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการลงถูกบันทึกไว้เพียงเท่านี้  เชื่อว่าหลายท่านคงพอจะทราบกันมาบ้างแล้ว  แต่ประวัติศาสตร์หน้านี้ยังไม่สมบูรณ์  เพราะขาดรายละเอียดสำคัญในส่วนของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ  ซึ่งเป็นช่วงเวลาขณะที่เพชรฆาตได้ลงดาบประหารนายบุญเพ็ง...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น  ชาวบ้านรุ่นคุณทวดที่ได้เข้าชมการประหารชีวิตนายบุญเพ็ง ต่างรู้เห็นกันทุกคน (เพราะสมัยนั้นทางการอนุญาตให้ประชาชนเข้าชมการประหารชีวิตได้)  แล้วจึงมาเล่าให้ลูกหลานฟังต่อๆกันมาว่า  เพชรฆาตได้ลงดาบฟันคอนายบุญเพ็งอย่างแรง  แต่ดาบนั้นฟันไม่เข้า  เนื่องจากนายบุญเพ็งเป็นคนที่มีอาคมขลังหนังเหนียว  เพชรฆาตจึงบอกกับนายบุณเพ็งว่า  มีของดีอะไรให้เอาออกมามิเช่นนั้นจะเอาไม้รวกสวนทวาร(ก้น) แล้วจะเจ็บปวดทรมานจนตาย...(วิธีการสวนทวารนี้  เป็นวิธีที่ครูเพชรฆาตสมัยโบราณสอนต่อๆกันมา  จะใช้กับนักโทษประหารที่มีอาคมขลังหนังเหนียวเท่านั้น)  นายบุญเพ็งจึงยอมคาย "พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียว" ซึ่งได้อมไว้ออกมาจากปาก  จากนั้นเพชรฆาตจึงกุดหัวนายบุญเพ็งได้สำเร็จ...ข้อมูลส่วนนี้คือประวัติศาสตร์สำคัญหน้าที่ขาดหายไป  แม้จะไม่ได้รับการจดบันทึกไว้อย่างเป็นทางการก็ตาม  แต่ก็ถูกเล่าขานเป็นตำนานในกลุ่มของผู้ที่นิยมสะสมพระกรุอย่างไม่มีวันจบสิ้น
 
                 จากเรื่องที่นายบุญเพ็งหนังเหนียวฟันไม่เข้า  เพราะอมพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียวไว้ในปาก  กลายเป็นที่โจษขานกันอย่างมากในวงการนักสะสมพระเครื่องยุคปี พ.ศ.๒๔๖๒  ทั้งเซียนพระและชาวบ้าน(ที่รู้เห็นเหตุการณ์)ต่างพากันแสวงหาพระเครื่องชนิดนี้กันถ้วนหน้า  ทำให้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียวได้รับความนิยมขึ้นมาทันที  ประกอบกับในช่วงระยะเวลาดังกล่าว  ได้มีกลุ่มคนร้ายเที่ยวลักลอบขโมยขุดพระเจดีย์ร้างตามจังหวัดต่างๆ  เพื่อค้นหาสมบัติเพชรพลอยทองคำในพระเจดีย์กันมากขึ้น  จึงทำให้พระเนื้อชินเขียวแตกกรุออกมาเรื่อยๆเป็นจำนวนมากมายมหาศาลตามไปด้วย  ซึ่งพระกรุเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะถูกลำเลียงเข้าสู่สนามพระเครื่องในตัวจังหวัดนั้นๆ จากนั้นก็จะถูกลำเลียงเข้าสู่สนามพระที่กรุงเทพอีกต่อหนึ่ง (สนามพระที่กรุงเทพในยุคนั้น อยู่ที่วัดราชนัดดา , วัดโพธิ์ , สนามหลวง ฯลฯ) ไม่ว่าจะเป็นพระร่วงพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว , พระอัฏฐารสเนื้อชินเขียว , พระสี่สวนเนื้อชินเขียว , พระมเหศวรเนื้อชินเขียว , พระหูยานเนื้อชินเขียว , พระกำแพงหย่อง-พระปางลีลาพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว , พระขุนแผนเนื้อชินเขียว , พระนาคปรก-พระรอด พะเยาเนื้อชินเขียว , พระพิจิตรหัวดง-พระพิจิตรพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว เป็นต้น  จากประสบการณ์ที่สัมผัสมา  พระกรุเนื้อชินเขียวน่าจะมีแบบพิมพ์พระเครื่องรวมกันทั้งหมดไม่น่าจะต่ำกว่า 50 พิมพ์  และที่เป็นพระขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก(คล้องคอช้าง-ม้า)อีกไม่น้อยกว่า 10 พิมพ์

                  ส่วนในด้านประสบการณ์เชิงอิทธิปาฏิหารย์ของพระกรุเนื้อชินเขียว  นอกจากเรื่องของนายบุญเพ็งแล้ว  ยังมีอยู่อีกมากมายหลายเรื่องซึ่งคนเก่าแก่ในยุคนั้นทราบกันเป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขุนโจร(เสือคุ้มต่างๆ)ที่แขวนพระแล้วออกปล้น  แต่กลับคงกะพันหนังเหนียว  หรือเรื่องของนักเลงหัวไม้ ที่แขวนพระเครื่องแล้วฟันแทงกันตามงานวัดแต่ไม่เป็นอะไร  เป็นต้น...จากเท่าที่ได้ประมวลเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของคนในยุคนั้น  เกี่ยวกับเรื่องของการแขวนพระเครื่องแล้วทำให้ผู้ที่แขวน  กลายเป็นคนคงกะพันหนังเหนียวพบว่า  พระที่แขวนคอกันส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นพระกรุเนื้อชินเขียวนั่นเอง  ในส่วนนี้จึงเป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างดีว่า  คนในยุคนั้นให้ความนิยมกับพระกรุเนื้อชินเขียวกันขนาดไหนและเหตุผลคืออะไร

                   เมื่อพระกรุเนื้อชินเขียวกลายเป็นที่นิยมถึงขีดสุดของผู้คนในยุคสมัยนั้น  พระปลอมจึงถูกผลิตออกมาต้อนรับกระแสความนิยมตามไปด้วย  โดยผู้ที่ทำพระเนื้อชินเขียวปลอมในยุคนั้น  ได้ใช้ท่อแป๊ป (มีลักษณะเหมือนท่อ PVC ปัจจุบัน แต่ขนาดเล็กกว่า สร้างจากโลหะผสม มีน้ำหนักมาก) เอามาหลอมผสมกับตะกั่ว  ช่วงแรกๆจะใช้วิธีการหล่อเททีละองค์  โดยนำมาเนื้อชินเขียวแท้มาเป็นแม่แบบ  แต่ผลงานที่ทำออกมาห่างไกลจากพระของแท้มาก  คือพิมพ์พระมักจะตื้นและมีขนาดที่หนากว่าพระเนื้อชินเขียวของแท้  ในบางองค์ก็เทหล่อไม่เต็มบางส่วนขององค์พระแหว่งหายไปเลยก็มี  พอมาช่วงหลังๆจึงพัฒนาไปใช้เครื่องจักรปั๊มพระ  คราวนี้พิมพ์พระมีความชัดเจนใกล้เคียงกับของแท้มาก  เพียงแต่ขอบด้านข้างของพระแต่ละองค์จะมีเนื้อเกินจริงหรือล้นปลิ้นออกมา  จึงจำเป็นต้องมาตัดหรือฝนขอบพระเพื่อเอาเนื้อที่ปลิ้นนั้นออกไป  ซึ่งพระในชุดหลังนี้จะเห็นรอยตัดหรือรอยฝนขอบที่ด้านข้างทุกองค์  

                   ไม่ว่าจะเป็นฝีมือทำพระเนื้อชินเขียวปลอมในช่วงแรกหรือช่วงหลัง  เนื้อพระที่ทำออกมานั้นจะยังคงมีความใหม่หรือสดอยู่  คนทำพระปลอมจะยังไม่นำพระออกมาจำหน่าย  แต่จะเอาพระไปแช่น้ำกรด  เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เกิดสนิมขาวทั่วทั้งองค์พระก่อน  สนิมขาวมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆซ้อนกันคล้ายกับไข่แมงดา  หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่าเหมือนกับพระกรุเนื้อชินเขียวของแท้มากๆ  จากนั้นจึงนำพระที่ทำปลอมออกมาไปวางขาย  แล้วล่อใจด้วยราคาขายที่ถูกแสนถูก..เรียบร้อยครับ..ผู้ซึ่งนิยมสะสมพระกรุรุ่นคุณปู่โดนหลอกซื้อพระเนื้อชินเขียวปลอมมาไว้ในอ้อมใจกันคนละองค์สององค์  แต่พอกลับมาถึงบ้าน  นั่งพิจารณาพระที่ซื้อมาโดยละเอียด  จับพระไปมาจะรู้สึกว่าที่มือนั้นมีฝุ่นสีขาวหลุดติดออกมาด้วย  พอน้ำพระไปล้างน้ำ  คราวนี้คราบสนิมไข่แมงดาสีขาวหายวับไปกับตา  เหลือแค่พระสีคล้ายท่อแป๊ปเก่าๆเท่านั้น  จึงรู้ตัวว่าถูกเขาหลอกขายพระปลอมมา...พอเซียนพระในยุคนั้นโดนพระเนื้อชินเขียวปลอมกันหนักๆเข้า  จึงเปลี่ยนไปแสวงหาพระกรุเนื้อชินเงินแทน  ทำให้ค่านิยมในพระกรุเนื้อชินเขียวค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ  ในขณะที่พระกรุเนื้อชินเงินค่านิยมเริ่มพุ่งสูงขึ้นตามลำดับ  จนแซงหน้าพระกรุเนื้อชินเขียว  แล้วขึ้นสู่ทำเนียบพระกรุเนื้อชินยอดนิยมอันดับหนึ่งไปในที่สุด

                   ปัจจุบัน  พระปลอมเนื้อชินเขียวในยุคนั้นได้ Return กลับมาในวงการพระเครื่องเมืองสยามอีกครั้ง  ด้วยอายุความเก่าซึ่งถูกทำปลอมไว้เกือบ 100 ปี..บัดนี้..ทั้งปานดำ - ทั้งสนิมไขสีขาวขุ่น - ทั้งคราบสีเหลืองอมน้ำตาล และความเก่าในเนื้อพระ...สมบูรณ์แบบแล้ว..รอการเป็นเจ้าของจากท่านอยู่ (บางองค์รอติดรางวัลจากงานประกวดพระเครื่องอีกต่างหาก)  ยิ่งพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ทุกเนื้อ-ทุกพิมพ์ จากฝีมือการทำพระปลอมของคนในพื้นที่(ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้)...พูดได้คำเดียวครับว่า "สุดยอด" ชนิดที่เรียกว่า ซื้อได้-ขายได้-ประกวดได้ กันเลยทีเดียว  ดังนั้น หากท่านใดที่ชื่นชอบและมีรสนิยมในการสะสมพระกรุประเภทเนื้อชิน  กรุณาพิจารณากันให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจเช่าบูชานะครับ เพื่อความสบายใจของตัวท่านและบุตรหลานในอนาคต.

 

edit @ 26 Sep 2009 19:25:52 by นิลกาฬ

edit @ 27 Sep 2009 01:29:41 by นิลกาฬ

edit @ 27 Sep 2009 01:34:04 by นิลกาฬ

                                      พระกรุเมืองสยาม  ตอนที่ 4 (พระกรุเนื้อชิน)

              วันนี้มาเริ่มกันที่ "พระกรุเนื้อชิน" พระเนื้อโลหะซึ่งเคยได้รับความนิยมสูงสุดในอดีตเมื่อร้อยปีที่แล้ว  จนมีผู้กล่าวว่า "..หากผู้ใดต้องการเสพความอลังการของพระเครื่อง ให้เริ่มต้นที่พระกรุเนื้อชิน.."  คำว่า "ชิน"  ความหมายทั่วไปในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หน้า ๓๖๔ ระบุไว้ว่า "ชิน" (ความหมายที่ 1) หมายถึง โลหะชนิดหนึ่ง  ประกอบด้วยตะกั่วและดีบุก  นิยมใช้ทำพระเครื่อง (..จบแล้ว!!!..เป็นคำนิยามที่สั้นกระชับมาก  แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าไหร่...)  จึงขอขยายความเพิ่มเติมในรายละเอียดดังนี้...พระกรุเนื้อชินเท่าที่ถูกค้นพบในประเทศสยาม  สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

  1.)  ประเภทเนื้อชินตะกั่ว  :

         พระเนื้อชินประเภทนี้  จะมีส่วนผสมของตะกั่วในอัตราที่สูงกว่าดีบุกและแร่ชนิดอื่นๆ  ซึ่งพระเครื่องที่ถูกค้นพบแต่ละกรุหรือแต่ละวัดจากทั่วประเทศ  องค์ประกอบของแร่ในเนื้อพระจะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันโดยชิ้นเชิง  ในบางกรุพบเป็นเนื้อตะกั่วแบบล้วนๆเลยก็มี  อีกทั้งสนิมในรูปของอ๊อกไซด์ที่เกิดขึ้นในเนื้อพระแต่ละองค์จากกรุเดียวกัน (หมายถึงที่พบตอนเปิดกรุ)  ยังมีประมาณและโทนสีของสนิมอ่อนแก่แตกต่างกันออกไปด้วย  ซึ่งพระเครื่องในบางกรุ  นอกจากจะมีสนิมแดงเกิดขึ้นในเนื้อพระเหมือนกับพระกรุอื่นๆแล้ว  ยังพบว่ามีไขลักษณะสีขาวขุ่นเกิดขึ้นปะปนไปกับสนิมด้วย (สาเหตุจากแร่บางชนิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบอยู่ในเนื้อพระนั่นเอง)

  2.)  ประเภทเนื้อชินเงิน  :   

         พระเนื้อชินประเภทนี้  จะมีส่วนผสมของดีบุกในอัตราที่สูงกว่าตะกั่วและแร่ชนิดอื่นๆ  เท่าที่ค้นพบ  สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด  ดังนี้

       2.1  พระกรุเนื้อชินเงินชนิดฉาบผิวปรอท  :  พระเครื่องแต่ละกรุแต่ละวัดของพระเนื้อชินชนิดนี้  จะมีลักษณะที่มองเห็นจากภายนอกที่คล้ายๆกัน  คือเป็นสีขาวมันวาวคล้ายกับเครื่องใช้อลูมิเนียมทั่วๆไป  จะต่างกันเพียงแค่เทคนิคการฉาบผิวปรอทของผู้ที่สร้างพระ  โดยพระเครื่องจากบางกรุอาจจะฉาบปรอททั่วทั้งองค์พระ  ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ส่วนในบางกรุอาจจะฉาบเพราะตำแหน่งที่ด้านหน้าพระเพียงด้านเดียวเท่านั้น  ส่วนปรอทที่ฉาบอยู่บนผิวพระ  เท่าที่พบเห็นจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ "ปรอทสด" กับ "ปรอทแห้ง"  ซึ่งพระที่ขึ้นมาจากกรุเดียวกัน  มักจะมีทั้งปรอทสดและปรอทแห้งปะปนอยู่เสมอๆ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น อุณหภูมิ-ความร้อนและความชื้นภายในกรุ , ส่วนผสมของปรอทในหว่างกระบวนการหล่อเทพระ  เป็นต้น

       2.2  พระกรุเนื้อชินเงินชนิดไม่ฉาบผิวปรอท  :   ส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของพระกรุเนื้อชินเงิน  บริเวณที่เป็นพื้นผิวขององค์พระ  มักจะไม่เรียบตึงเหมือนกับพระเนื้อชินชนิดที่มีการฉาบผิวปรอท  แต่จะขรุขระเนื่องจากถูกทำลายพื้นผิวโดยสนิมและคราบกรุ  ในพระบางองค์จะมีรอยลั่นแยกปริร้าวหรือผุกร่อนบริเวณบางส่วนขององค์พระ  มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิภายในกรุพระ

       2.3  พระกรุเนื้อชินกรอบ   :   เป็นพระเนื้อชินเงินซึ่งมีสีที่ดำสนิท  เนื่องจากส่วนผสมของแร่บางชนิดที่ใช้ในการสร้างพระพิมพ์  ไม่สามารถผสานหรือยึดเกาะเข้าด้วยกันได้โดยสมบูรณ์  ประกอบกับสภาพแวดล้อมภายในกรุพระมีสภาพเป็นสูญญากาศ  เมื่อพระถูกเปิดกรุแล้วสัมผัสกับอากาศปกติ  จึงเกิดปฏิกริยาบางประการทำให้พระผุกร่อนอย่างรวดเร็ว  ในพระเครื่องบางองค์ทันทีที่โดนอากาศภายนอกกรุ  แล้วค่อยๆผุกร่อนเป็นชิ้นเล็กๆไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นกองฝุ่นภายในระยะเวลา 24 ก็มี  ส่วนในบางองค์ที่มีการผุกร่อนน้อย  พื้นผิวขององค์พระจะขรุขระมาก  จนนักสะสมรุ่นคุณปู่เรียกกันว่า " เนื้อชินเงินเกล็ดกระดี่ " เพราะพื้นผิวที่ขรุขระโดยรอบขององค์พระ  มีลักษณะคล้ายเกล็ดของปลากระดี่นั่นเอง.

 3.)  ประเภทเนื้อชินเขียว   :

         พระเนื้อชินประเภทนี้  สร้างขึ้นมาจากแร่ตะกั่วผสมกับแร่สังกะสี  จึงมีวรรณะออกสีเทาๆหรือสีเขียวปนดำ  คล้ายๆกับตะปูสังฆวานร  ซึ่งเป็นหมุดขนาดใหญ่พอๆกับสมอบกที่ใช้สำหรับกางเต็นท์  ในสมัยโบราณจะใช้ตะปูสังฆวานรตรึงไว้บริเวณบานพับของประตูโบสถ์  และคนสมัยโบราณเชื่อกันว่า  ตะปูสังฆวานรนั้นเป็นเครื่องรางของขลังที่มีความศักดิ์อยู่ในตัวเอง (โดยไม่ต้องปลุกเสก)  และพระเกจิอาจารย์ในสมัยโบราณ  มักนิยมเอาตะปูสังฆวานรที่ชำรุดมาหลอมไฟแล้วตีขึ้นรูปเป็นแผ่นบางๆ  เพื่อใช้สำหรับทำเป็นตะกรุด , เหล็กจาร , หรือเหล็กสักยันต์ เป็นต้น...(ตั้งใจจะเขียนเรื่องพระกรุเนื้อชินเขียว  เขียนไปเขียนมาดันเป็นเรื่องตะปูสังฆวานรซะนี่  ขออภัยในความพลั้งเผลอ)  มาเข้าเรื่องกันต่อ...พระกรุเนื้อชินเขียวส่วนใหญ่  จะมีน้ำหนักมากกว่าพระกรุเนื้อชินเงิน

         อีกทั้งสนิมที่เกิดขึ้นจากเนื้อพระ  จะมีลักษณะเป็นไขสีขาวขุ่นล้างออกยาก  เกาะจับอยู่ตรงบริเวณหลืบซอกขององค์พระ  ซึ่งในพระเนื้อชินเขียวบางองค์  จะมีคราบสีเหลืองอมน้ำตาลปะปนอยู่ร่วมกับไขขาวอีกด้วย...ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว  พระกรุเนื้อชินเขียวจัดเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุด  คือนิยมเป็นอันดับหนึ่งของวงการนักสะสมพระกรุเนื้อชินรุ่นคุณทวด  ซึ่งในยุคสมัยนั้น พระกรุเนื้อชินเงินยังไม่เป็นที่นิยม  หรือแทบจะไม่มีราคาในวงการของนักสะสมเลย...เป็นเพราะอะไร?...ทำไมคนในสมัยนั้นจึงให้ความนิยมพระกรุเนื้อชิ้นเขียวเป็นอันดับหนึ่ง?...และเพราะอะไร  ความนิยมซึ่งเคยถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งในสมัยนั้นจึงตกไป?...แล้วทำไมบรรดานักสะสมพระกรุในสมัยนี้  จึงให้ความสำคัญกับพระกรุเนื้อชินเงินมากกว่าพระกรุเนื้อชินเขียว?...ตอนหน้า (ถ้าอารมณ์ดี+มีอารมณ์เขียน+ถ้ามีเวลา) ค่อยมาเฉลยกัน...


       

 

edit @ 24 Sep 2009 22:27:23 by นิลกาฬ

edit @ 27 Sep 2009 01:29:52 by นิลกาฬ

edit @ 27 Sep 2009 01:34:13 by นิลกาฬ

                                         พระกรุเมืองสยาม  ตอนที่ 3 (พระกรุปลอม)

          ช่วงนี้ตั้งใจว่าจะหาเช่าพระกรุแท้ๆสักองค์  หลังจากที่หยุดการเช่าบูชาพระเครื่องมาได้ระยะหนึ่ง  เนื่องจากพระกรุที่เก็บสะสมสมไว้มีจำนวนมากจนไม่มีที่จะเก็บ (เกือบพันองค์)  จึงเข้าไปเยี่ยมชมเว๊ปพระเครื่องออนไลน์หลายๆเว๊ป  แล้วก็มาสะดุดตากับพระกรุอยู่หลายรายการที่มีผู้มาลงประกาศขาย  เพราะพระกรุเหล่านั้นเป็น "พระปลอม" เกือบทั้งหมด  รวมทั้งพระกรุบางวัดที่ในสมัยก่อน  ผู้ซึ่งนิยมสะสมพระกรุรุ่นคุณปู่ไม่นิยมเก็บสะสมหรือไม่เล่นกัน  ด้วยเหตุผลหลายประการ  เช่น  เป็นพระปลอมที่ถูกทำขึ้นมาเลียนแบบพระแท้ หรือ เป็นพระกรุปริศนาคาใจหาความชัดเจนไม่ได้  เป็นต้น  สามารถจำแนกวิวัฒนาการและประเภทของพระกรุซึ่งเป็นพระปลอมได้  ดังนี้
 
         1.)  พระกรุปลอมซึ่งถูกทำขึ้นมาเฉพาะบางพิมพ์  :

             1.1  จุดกำเนิดของพระปลอม  เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5   :   ในยุคนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังษี)  วัดระฆังโฆสิตาราม  เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ  ซึ่งพระเครื่องพิมพ์พระสมเด็จของท่าน  ต่างได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก  ช่วงเวลาก่อนที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตจะมรณะภาพ  สีกาคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านในละแวกวัด  และมีความสนิทสนมกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (เพราะช่วยเป็นธุระในเรื่องแบบพิมพ์พระเครื่อง  และจัดหามวลสารในการทำพระพิมพ์ให้กับท่านเจ้าประคุณสมเด็จขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่)  สีกาคนนี้จึงได้ล่วงรู้ถึงสูตรการสร้างพระพิมพ์สมเด็จต่างๆโดยละเอียด  และภายหลังจากที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้มรณะภาพลง  แต่ความต้องการพระสมเด็จของประชาชนกับมีมากขึ้น  สีกาซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดคนดังกล่าว  จึงลงมือผสมมวลสารแล้วกดลงแม่พิมพ์พระสมเด็จซะเอง  จากนั้นก็นำพระสมเด็จที่ตนเองได้ทำขึ้น  ออกจำหน่ายให้ประชาชนเช่าบูชาเรื่อยๆ  โดยหลอกลวงว่าเป็นพระตกค้างที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตได้สร้างไว้ก่อนมรณะภาพ  หลอกลวงคนอยู่อย่างนั้นหลายปีจนตัวเองมีฐานะร่ำรวย...ส่วนคนที่ได้เช่าพระไปก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ  เพราะไม่ว่าจะพิจารณาพระสมเด็จจากมุมไหน  ทั้งองค์ประกอบด้านพิมพ์ทรงตำหนิจุดตาย หรือ องค์ประกอบเนื้อหามวลสารที่มีอยู่ในพระสมเด็จ  ไม่มีจุดใดเลยที่จะบ่งบอกว่าเป็นพระปลอม (ก็สีกาคนที่ทำปลอมเป็นแม่งานคนสำคัญของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ในช่วงที่ท่านยังไม่มรณะภาพนี่นะ  จึงทำปลอมออกมาได้เนียนเหมือนของแท้ทุกประการ "เพียงแต่ไม่ได้ปลุกเสก")  ไม่ว่าจะให้ใครดูต่างก็จะยืนยันตรงกันว่าเป็นพระแท้ทุกคน...และเมื่อคนที่ได้เช่าพระสมเด็จปลอมรุ่นแรกนี้ใกล้จะเสียชีวิต  ก็ส่งมอบพระสมเด็จปลอมรุ่นนี้ต่อไปให้กับบุตรหลาน(อย่างภาคภูมิใจ)  แล้วก็ส่งต่อกันเป็นทอดๆจากรุ่นสู่รุ่นกันไปเรื่อยจนถึงปัจจุบัน  โดยหารู้ไม่ว่า  พระสมเด็จประจำตระกูลของตนเองนั้น  แท้จริงแล้วก็คือพระปลอมที่โดนเขาหลอกต้มมาตั้งแต่สมัยปู่ของปู่ของปู่  ต่อๆกันมาเรื่อยๆนั่นเอง...ซึ่งพระสมเด็จปลอมในยุคเริ่มแรกนี้  ได้จุดประกายความคิดให้กับคนทำพระปลอมคนอื่นๆ  ได้ทำพระปลอมชนิดต่างๆออกมาอย่างแพร่หลาย  มีทั้งพระเนื้อดิน  พระเนื้อชิน  และพระเนื้อผง  ที่ได้รับความนิยมและมีราคาแพง  ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นพระกรุในชุดกิมตึ๋ง(สี่กร - มอญแปลง - ปรกชุมพล - ประคำรอบ)นั่นเอง  (เพราะช่วงเวลาขณะนั้นพระชุดเบญจภาคียังไม่ถือกำเนิด  พระชุดกิมตึ๋งจึงเป็นพระเครื่องอันดับหนึ่งของวงการพระเครื่องสมัยนั้น)  หากจะนับรวมเวลาของพระปลอมซึ่งถูกทำขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน  ก็จะมีอายุความเก่าประมาณร้อยกว่าปี...ในปัจจุบันบรรดาเซียนๆ ทั้งเซียนน้อยเซียนใหญ่ในวงการพระกรุพระเครื่อง  ต่างดูพระปลอมในสมัยนั้นเป็นพระแท้กันไปหมดแล้ว  และยังมีพระปลอมเก่าอีกตั้งหลายองค์  ติดรางวัลชนะเลิศในงานประกวดพระเครื่องอีกต่างหาก (เห็นได้จากใบประกาศ  ที่ผู้ขายนำมาลงขายพร้อมกับพระ).

             1.2  ยุคที่สองเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 - ปีพ.ศ.2500  :   เป็นช่วงเวลาที่พระกรุตามวัดต่างๆแตกกรุออกมาเยอะที่สุดจากหลายวัดทั่วประเทศ  ประกอบกับอุปกรณ์เครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการทำพระปลอม  มีวิวัฒนาการและประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น  การทำพระปลอมจึงเป็นเรื่องง่ายไม่ต้องปั้นทีละองค์เหมือนกับพระปลอมในยุคแรก  เพียงแค่ลงทุนหาซื้อพระกรุแท้ๆที่ตนเองต้องการจะทำปลอมมาเป็นแบบเพียงองค์ก็พอแล้ว  จากนั้นก็จะสามารถผลิตพระกรุปลอมออกมาได้ครั้งละมากๆ  โดยพระกรุปลอมทุกองค์จะลักษณะพิมพ์ทรงและตำหนิเหมือนกันเป๊ะๆทุกๆองค์ (ก็ใช้เครื่องจักรทำนี่นะ จึงมาตรฐานเดียวกันหมดทุกองค์  หรือทุกจุดเหมือนกันยังกับฝาแฝดนั่นเอง)  วงการพระเครื่องเรียกพระทำนองนี้ว่าพระปี๊ป  คือทำปลอมแล้วใส่พระปลอมนับร้อยองค์นั้นไว้ในปี๊ป  จากนั้นก็ขายเหมาให้กับพ่อค้าคนกลางกันแบบยกปี๊ป  แล้วแต่ใครจะสั่งซื้อกี่ปี๊ปก็ได้...พระปลอมยุคนี้  สามารถทำเงินได้ดีในช่วงระยะแรกๆที่ปรากฏโฉมออกมา  โดยเฉพาะกับคนนอกพื้นที่เนื่องจากยังใหม่อยู่  ข่าวการทำพระปลอมยังไม่แพร่หลายออกไป  คนซื้อจึงยังไม่รู้และถูกหลอกเอาง่ายๆ   ซึ่งในปัจจุบัน  พระปลอมยุคนี้ยังพอให้มีให้เห็นอยู่ปะปรายในสนามพระเครื่อง  ซึ่งในพระกรุปลอมจากยุคนี้บางองค์ที่ถูกศัลยกรรมแต่งพิมพ์เปลี่ยนโฉม  ก็ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่องว่าเป็นพระแท้ไปบ้างแล้วเช่นกัน.

             1.3  ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 - ปัจจุบัน   :   ฝีมือการทำพระกรุปลอมได้พัฒนาถึงขีดสุด  โดยเฉพาะพระกรุประเภทเนื้อชินเงินฉาบปรอท  สามารถทำออกมาได้เหมือนมากๆ  และจากจำนวนพระกรุปลอมเนื้อชินเงินฉาบปรอทดังกล่าวทั้งหมด (ทุกวัด ทุกกรุ ทุกพิมพ์)  ประมาณครึ่งหนึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นพระกรุแท้ไปเรียบร้อยแล้ว  ส่วนพระกรุปลอมเนื้อดินเผาและเนื้อผง  ที่ทำปลอมออกมาในยุคนี้ประมาณหนึ่งในสี่ของจำนวนทั้งหมด (ทุกวัด ทุกกรุ ทุกพิมพ์) แล้วผ่านการแปลงโฉมศัลยกรรมตกแต่ง  ก็ได้รับการยอมให้เป็นพระกรุแท้อีกเช่นกัน.


           2.)  พระกรุปลอมซึ่งถูกทำขึ้นมาแบบปลอมยกกรุ  :

             พระกรุปลอมประเภทนี้  เริ่มมีปรากฏขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 และมีมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน  จากเท่าที่ติดตามสังเกตและได้ยินข่าว  นับรวมได้ไม่ต่ำกว่า 30 วัด  ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบของขบวนการโดยมีการประสานงาน  และผลประโยชน์ร่วมกันหลายฝ่าย  ทั้งฝ่ายฆราวาสและฝ่ายพระสงฆ์ในวัด  โดยฝ่ายฆราวาสจะทำหน้าที่ผลิตพระปลอมขึ้นมา  ซึ่งอาจจะเป็นพระเนื้อดินเผา เนื้อชิน หรือเนื้อผงก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน  สำหรับพระเครื่องหรือพระพิมพ์ที่ผลิตขึ้นมานั้น  จะมีจำนวนมากเป็นพิเศษ  จากนั้นก็แบ่งพระออกเป็นสองส่วน  โดยนำพระส่วนหนึ่งไปฝังไว้ในบริเวณที่ตกลงกับพระสงฆ์ภายในวัด  อีกส่วนหนึ่งก็เอาไปฝังไว้ที่อื่นซึ่งรู้กัน  พอฝังเสร็จแล้วก็ต้องใจเย็นรอคอยเวลาให้พระเครื่องที่นำไปฝังได้เกิดคราบกรุ  ซึ่งอาจจะซักปีหรือครึ่งปี  พอได้เวลาอันควรพระสงฆ์ภายในวัด  ก็จะหาอุบายอันเป็นเหตุให้ได้ไปพบพระกรุตามที่ขบวนการของตนได้นำไปฝังไว้  จากนั้นทีมงานฆาวาสซึ่งอ้างตัวเป็นลูกศิษย์ก็จะประโคมข่าวว่าแตกกรุ  พร้อมทั้งแต่นิยายชวนเชื่อสารพัดเพื่อดึงดูดให้น่าสนใจ...ซึ่งพระกรุปลอมประเภทนี้  สามารถหลอกได้เฉพาะชาวบ้าน  และผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระเครื่อง  แต่ไม่อาจหลอกเซียนพระหรือผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องพระกรุได้  เท่าที่ทราบมามีคนถูกหลอกให้เสียเงินทำบุญ  เช่าพระกรุปลอมลักษณะนี้กันมานักต่อนักแล้ว  คนที่ถูกหลอกให้เช่าพระกรุไปหลายคน  จะเกิดความเชื่อมั่นเต็มร้อยว่าพระเครื่องนั้นแท้  เพราะตนเองได้ไปเช่ามาจากวัดโดยตรง  ไม่ได้เช่าต่อมาจากใครที่ไหน  และเวลาที่เซียนพระหรือผู้รู้ตัวจริงมาทักว่าเป็นพระปลอม  ก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหาว่าคนทักดูพระไม่เป็นหรือตาไม่ถึง  สุดท้ายคนที่ตกเป็นเหยื่อบูชาความโง่ก็คือตัวของผู้ที่ถูกหลอกเอง  จึงเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจไม่น้อย.

              

edit @ 24 Sep 2009 22:51:17 by นิลกาฬ

edit @ 27 Sep 2009 01:30:00 by นิลกาฬ

edit @ 27 Sep 2009 01:34:22 by นิลกาฬ