posted on 26 Sep 2009 19:09 by james7
พระกรุเมืองสยาม ตอนที่ 5 (พระเนื้อชินเขียว)
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ กรมราชฑัณฑ์กระทรวงนครบาล ได้ลงโทษประหารชีวิตนายบุญเพ็ง (บุญเพ็ง หีบเหล็ก) ด้วยวิธีการกุดหัว (ตัดศรีษะ) เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๒ สถานที่ประหารชีวิตนายบุญเพ็ง คือลานวัดภาษี เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (นายบุญเพ็งเป็นนักโทษคนสุดท้ายในสยาม ที่ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการกุดหัว)...ข้อมูลประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการลงถูกบันทึกไว้เพียงเท่านี้ เชื่อว่าหลายท่านคงพอจะทราบกันมาบ้างแล้ว แต่ประวัติศาสตร์หน้านี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะขาดรายละเอียดสำคัญในส่วนของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาขณะที่เพชรฆาตได้ลงดาบประหารนายบุญเพ็ง...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ชาวบ้านรุ่นคุณทวดที่ได้เข้าชมการประหารชีวิตนายบุญเพ็ง ต่างรู้เห็นกันทุกคน (เพราะสมัยนั้นทางการอนุญาตให้ประชาชนเข้าชมการประหารชีวิตได้) แล้วจึงมาเล่าให้ลูกหลานฟังต่อๆกันมาว่า เพชรฆาตได้ลงดาบฟันคอนายบุญเพ็งอย่างแรง แต่ดาบนั้นฟันไม่เข้า เนื่องจากนายบุญเพ็งเป็นคนที่มีอาคมขลังหนังเหนียว เพชรฆาตจึงบอกกับนายบุณเพ็งว่า มีของดีอะไรให้เอาออกมามิเช่นนั้นจะเอาไม้รวกสวนทวาร(ก้น) แล้วจะเจ็บปวดทรมานจนตาย...(วิธีการสวนทวารนี้ เป็นวิธีที่ครูเพชรฆาตสมัยโบราณสอนต่อๆกันมา จะใช้กับนักโทษประหารที่มีอาคมขลังหนังเหนียวเท่านั้น) นายบุญเพ็งจึงยอมคาย "พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียว" ซึ่งได้อมไว้ออกมาจากปาก จากนั้นเพชรฆาตจึงกุดหัวนายบุญเพ็งได้สำเร็จ...ข้อมูลส่วนนี้คือประวัติศาสตร์สำคัญหน้าที่ขาดหายไป แม้จะไม่ได้รับการจดบันทึกไว้อย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็ถูกเล่าขานเป็นตำนานในกลุ่มของผู้ที่นิยมสะสมพระกรุอย่างไม่มีวันจบสิ้น
จากเรื่องที่นายบุญเพ็งหนังเหนียวฟันไม่เข้า เพราะอมพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียวไว้ในปาก กลายเป็นที่โจษขานกันอย่างมากในวงการนักสะสมพระเครื่องยุคปี พ.ศ.๒๔๖๒ ทั้งเซียนพระและชาวบ้าน(ที่รู้เห็นเหตุการณ์)ต่างพากันแสวงหาพระเครื่องชนิดนี้กันถ้วนหน้า ทำให้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียวได้รับความนิยมขึ้นมาทันที ประกอบกับในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ได้มีกลุ่มคนร้ายเที่ยวลักลอบขโมยขุดพระเจดีย์ร้างตามจังหวัดต่างๆ เพื่อค้นหาสมบัติเพชรพลอยทองคำในพระเจดีย์กันมากขึ้น จึงทำให้พระเนื้อชินเขียวแตกกรุออกมาเรื่อยๆเป็นจำนวนมากมายมหาศาลตามไปด้วย ซึ่งพระกรุเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะถูกลำเลียงเข้าสู่สนามพระเครื่องในตัวจังหวัดนั้นๆ จากนั้นก็จะถูกลำเลียงเข้าสู่สนามพระที่กรุงเทพอีกต่อหนึ่ง (สนามพระที่กรุงเทพในยุคนั้น อยู่ที่วัดราชนัดดา , วัดโพธิ์ , สนามหลวง ฯลฯ) ไม่ว่าจะเป็นพระร่วงพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว , พระอัฏฐารสเนื้อชินเขียว , พระสี่สวนเนื้อชินเขียว , พระมเหศวรเนื้อชินเขียว , พระหูยานเนื้อชินเขียว , พระกำแพงหย่อง-พระปางลีลาพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว , พระขุนแผนเนื้อชินเขียว , พระนาคปรก-พระรอด พะเยาเนื้อชินเขียว , พระพิจิตรหัวดง-พระพิจิตรพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว เป็นต้น จากประสบการณ์ที่สัมผัสมา พระกรุเนื้อชินเขียวน่าจะมีแบบพิมพ์พระเครื่องรวมกันทั้งหมดไม่น่าจะต่ำกว่า 50 พิมพ์ และที่เป็นพระขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก(คล้องคอช้าง-ม้า)อีกไม่น้อยกว่า 10 พิมพ์
ส่วนในด้านประสบการณ์เชิงอิทธิปาฏิหารย์ของพระกรุเนื้อชินเขียว นอกจากเรื่องของนายบุญเพ็งแล้ว ยังมีอยู่อีกมากมายหลายเรื่องซึ่งคนเก่าแก่ในยุคนั้นทราบกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขุนโจร(เสือคุ้มต่างๆ)ที่แขวนพระแล้วออกปล้น แต่กลับคงกะพันหนังเหนียว หรือเรื่องของนักเลงหัวไม้ ที่แขวนพระเครื่องแล้วฟันแทงกันตามงานวัดแต่ไม่เป็นอะไร เป็นต้น...จากเท่าที่ได้ประมวลเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของคนในยุคนั้น เกี่ยวกับเรื่องของการแขวนพระเครื่องแล้วทำให้ผู้ที่แขวน กลายเป็นคนคงกะพันหนังเหนียวพบว่า พระที่แขวนคอกันส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นพระกรุเนื้อชินเขียวนั่นเอง ในส่วนนี้จึงเป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างดีว่า คนในยุคนั้นให้ความนิยมกับพระกรุเนื้อชินเขียวกันขนาดไหนและเหตุผลคืออะไร
เมื่อพระกรุเนื้อชินเขียวกลายเป็นที่นิยมถึงขีดสุดของผู้คนในยุคสมัยนั้น พระปลอมจึงถูกผลิตออกมาต้อนรับกระแสความนิยมตามไปด้วย โดยผู้ที่ทำพระเนื้อชินเขียวปลอมในยุคนั้น ได้ใช้ท่อแป๊ป (มีลักษณะเหมือนท่อ PVC ปัจจุบัน แต่ขนาดเล็กกว่า สร้างจากโลหะผสม มีน้ำหนักมาก) เอามาหลอมผสมกับตะกั่ว ช่วงแรกๆจะใช้วิธีการหล่อเททีละองค์ โดยนำมาเนื้อชินเขียวแท้มาเป็นแม่แบบ แต่ผลงานที่ทำออกมาห่างไกลจากพระของแท้มาก คือพิมพ์พระมักจะตื้นและมีขนาดที่หนากว่าพระเนื้อชินเขียวของแท้ ในบางองค์ก็เทหล่อไม่เต็มบางส่วนขององค์พระแหว่งหายไปเลยก็มี พอมาช่วงหลังๆจึงพัฒนาไปใช้เครื่องจักรปั๊มพระ คราวนี้พิมพ์พระมีความชัดเจนใกล้เคียงกับของแท้มาก เพียงแต่ขอบด้านข้างของพระแต่ละองค์จะมีเนื้อเกินจริงหรือล้นปลิ้นออกมา จึงจำเป็นต้องมาตัดหรือฝนขอบพระเพื่อเอาเนื้อที่ปลิ้นนั้นออกไป ซึ่งพระในชุดหลังนี้จะเห็นรอยตัดหรือรอยฝนขอบที่ด้านข้างทุกองค์
ไม่ว่าจะเป็นฝีมือทำพระเนื้อชินเขียวปลอมในช่วงแรกหรือช่วงหลัง เนื้อพระที่ทำออกมานั้นจะยังคงมีความใหม่หรือสดอยู่ คนทำพระปลอมจะยังไม่นำพระออกมาจำหน่าย แต่จะเอาพระไปแช่น้ำกรด เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เกิดสนิมขาวทั่วทั้งองค์พระก่อน สนิมขาวมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆซ้อนกันคล้ายกับไข่แมงดา หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่าเหมือนกับพระกรุเนื้อชินเขียวของแท้มากๆ จากนั้นจึงนำพระที่ทำปลอมออกมาไปวางขาย แล้วล่อใจด้วยราคาขายที่ถูกแสนถูก..เรียบร้อยครับ..ผู้ซึ่งนิยมสะสมพระกรุรุ่นคุณปู่โดนหลอกซื้อพระเนื้อชินเขียวปลอมมาไว้ในอ้อมใจกันคนละองค์สององค์ แต่พอกลับมาถึงบ้าน นั่งพิจารณาพระที่ซื้อมาโดยละเอียด จับพระไปมาจะรู้สึกว่าที่มือนั้นมีฝุ่นสีขาวหลุดติดออกมาด้วย พอน้ำพระไปล้างน้ำ คราวนี้คราบสนิมไข่แมงดาสีขาวหายวับไปกับตา เหลือแค่พระสีคล้ายท่อแป๊ปเก่าๆเท่านั้น จึงรู้ตัวว่าถูกเขาหลอกขายพระปลอมมา...พอเซียนพระในยุคนั้นโดนพระเนื้อชินเขียวปลอมกันหนักๆเข้า จึงเปลี่ยนไปแสวงหาพระกรุเนื้อชินเงินแทน ทำให้ค่านิยมในพระกรุเนื้อชินเขียวค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่พระกรุเนื้อชินเงินค่านิยมเริ่มพุ่งสูงขึ้นตามลำดับ จนแซงหน้าพระกรุเนื้อชินเขียว แล้วขึ้นสู่ทำเนียบพระกรุเนื้อชินยอดนิยมอันดับหนึ่งไปในที่สุด
ปัจจุบัน พระปลอมเนื้อชินเขียวในยุคนั้นได้ Return กลับมาในวงการพระเครื่องเมืองสยามอีกครั้ง ด้วยอายุความเก่าซึ่งถูกทำปลอมไว้เกือบ 100 ปี..บัดนี้..ทั้งปานดำ - ทั้งสนิมไขสีขาวขุ่น - ทั้งคราบสีเหลืองอมน้ำตาล และความเก่าในเนื้อพระ...สมบูรณ์แบบแล้ว..รอการเป็นเจ้าของจากท่านอยู่ (บางองค์รอติดรางวัลจากงานประกวดพระเครื่องอีกต่างหาก) ยิ่งพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ทุกเนื้อ-ทุกพิมพ์ จากฝีมือการทำพระปลอมของคนในพื้นที่(ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้)...พูดได้คำเดียวครับว่า "สุดยอด" ชนิดที่เรียกว่า ซื้อได้-ขายได้-ประกวดได้ กันเลยทีเดียว ดังนั้น หากท่านใดที่ชื่นชอบและมีรสนิยมในการสะสมพระกรุประเภทเนื้อชิน กรุณาพิจารณากันให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจเช่าบูชานะครับ เพื่อความสบายใจของตัวท่านและบุตรหลานในอนาคต.
edit @ 26 Sep 2009 19:25:52 by นิลกาฬ
edit @ 27 Sep 2009 01:29:41 by นิลกาฬ
edit @ 27 Sep 2009 01:34:04 by นิลกาฬ
posted on 24 Sep 2009 00:50 by james7
พระกรุเมืองสยาม ตอนที่ 4 (พระกรุเนื้อชิน)
วันนี้มาเริ่มกันที่ "พระกรุเนื้อชิน" พระเนื้อโลหะซึ่งเคยได้รับความนิยมสูงสุดในอดีตเมื่อร้อยปีที่แล้ว จนมีผู้กล่าวว่า "..หากผู้ใดต้องการเสพความอลังการของพระเครื่อง ให้เริ่มต้นที่พระกรุเนื้อชิน.." คำว่า "ชิน" ความหมายทั่วไปในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หน้า ๓๖๔ ระบุไว้ว่า "ชิน" (ความหมายที่ 1) หมายถึง โลหะชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยตะกั่วและดีบุก นิยมใช้ทำพระเครื่อง (..จบแล้ว!!!..เป็นคำนิยามที่สั้นกระชับมาก แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าไหร่...) จึงขอขยายความเพิ่มเติมในรายละเอียดดังนี้...พระกรุเนื้อชินเท่าที่ถูกค้นพบในประเทศสยาม สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1.) ประเภทเนื้อชินตะกั่ว :
พระเนื้อชินประเภทนี้ จะมีส่วนผสมของตะกั่วในอัตราที่สูงกว่าดีบุกและแร่ชนิดอื่นๆ ซึ่งพระเครื่องที่ถูกค้นพบแต่ละกรุหรือแต่ละวัดจากทั่วประเทศ องค์ประกอบของแร่ในเนื้อพระจะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันโดยชิ้นเชิง ในบางกรุพบเป็นเนื้อตะกั่วแบบล้วนๆเลยก็มี อีกทั้งสนิมในรูปของอ๊อกไซด์ที่เกิดขึ้นในเนื้อพระแต่ละองค์จากกรุเดียวกัน (หมายถึงที่พบตอนเปิดกรุ) ยังมีประมาณและโทนสีของสนิมอ่อนแก่แตกต่างกันออกไปด้วย ซึ่งพระเครื่องในบางกรุ นอกจากจะมีสนิมแดงเกิดขึ้นในเนื้อพระเหมือนกับพระกรุอื่นๆแล้ว ยังพบว่ามีไขลักษณะสีขาวขุ่นเกิดขึ้นปะปนไปกับสนิมด้วย (สาเหตุจากแร่บางชนิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบอยู่ในเนื้อพระนั่นเอง)
2.) ประเภทเนื้อชินเงิน :
พระเนื้อชินประเภทนี้ จะมีส่วนผสมของดีบุกในอัตราที่สูงกว่าตะกั่วและแร่ชนิดอื่นๆ เท่าที่ค้นพบ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
2.1 พระกรุเนื้อชินเงินชนิดฉาบผิวปรอท : พระเครื่องแต่ละกรุแต่ละวัดของพระเนื้อชินชนิดนี้ จะมีลักษณะที่มองเห็นจากภายนอกที่คล้ายๆกัน คือเป็นสีขาวมันวาวคล้ายกับเครื่องใช้อลูมิเนียมทั่วๆไป จะต่างกันเพียงแค่เทคนิคการฉาบผิวปรอทของผู้ที่สร้างพระ โดยพระเครื่องจากบางกรุอาจจะฉาบปรอททั่วทั้งองค์พระ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนในบางกรุอาจจะฉาบเพราะตำแหน่งที่ด้านหน้าพระเพียงด้านเดียวเท่านั้น ส่วนปรอทที่ฉาบอยู่บนผิวพระ เท่าที่พบเห็นจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ "ปรอทสด" กับ "ปรอทแห้ง" ซึ่งพระที่ขึ้นมาจากกรุเดียวกัน มักจะมีทั้งปรอทสดและปรอทแห้งปะปนอยู่เสมอๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น อุณหภูมิ-ความร้อนและความชื้นภายในกรุ , ส่วนผสมของปรอทในหว่างกระบวนการหล่อเทพระ เป็นต้น
2.2 พระกรุเนื้อชินเงินชนิดไม่ฉาบผิวปรอท : ส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของพระกรุเนื้อชินเงิน บริเวณที่เป็นพื้นผิวขององค์พระ มักจะไม่เรียบตึงเหมือนกับพระเนื้อชินชนิดที่มีการฉาบผิวปรอท แต่จะขรุขระเนื่องจากถูกทำลายพื้นผิวโดยสนิมและคราบกรุ ในพระบางองค์จะมีรอยลั่นแยกปริร้าวหรือผุกร่อนบริเวณบางส่วนขององค์พระ มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิภายในกรุพระ
2.3 พระกรุเนื้อชินกรอบ : เป็นพระเนื้อชินเงินซึ่งมีสีที่ดำสนิท เนื่องจากส่วนผสมของแร่บางชนิดที่ใช้ในการสร้างพระพิมพ์ ไม่สามารถผสานหรือยึดเกาะเข้าด้วยกันได้โดยสมบูรณ์ ประกอบกับสภาพแวดล้อมภายในกรุพระมีสภาพเป็นสูญญากาศ เมื่อพระถูกเปิดกรุแล้วสัมผัสกับอากาศปกติ จึงเกิดปฏิกริยาบางประการทำให้พระผุกร่อนอย่างรวดเร็ว ในพระเครื่องบางองค์ทันทีที่โดนอากาศภายนอกกรุ แล้วค่อยๆผุกร่อนเป็นชิ้นเล็กๆไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นกองฝุ่นภายในระยะเวลา 24 ก็มี ส่วนในบางองค์ที่มีการผุกร่อนน้อย พื้นผิวขององค์พระจะขรุขระมาก จนนักสะสมรุ่นคุณปู่เรียกกันว่า " เนื้อชินเงินเกล็ดกระดี่ " เพราะพื้นผิวที่ขรุขระโดยรอบขององค์พระ มีลักษณะคล้ายเกล็ดของปลากระดี่นั่นเอง.
3.) ประเภทเนื้อชินเขียว :
พระเนื้อชินประเภทนี้ สร้างขึ้นมาจากแร่ตะกั่วผสมกับแร่สังกะสี จึงมีวรรณะออกสีเทาๆหรือสีเขียวปนดำ คล้ายๆกับตะปูสังฆวานร ซึ่งเป็นหมุดขนาดใหญ่พอๆกับสมอบกที่ใช้สำหรับกางเต็นท์ ในสมัยโบราณจะใช้ตะปูสังฆวานรตรึงไว้บริเวณบานพับของประตูโบสถ์ และคนสมัยโบราณเชื่อกันว่า ตะปูสังฆวานรนั้นเป็นเครื่องรางของขลังที่มีความศักดิ์อยู่ในตัวเอง (โดยไม่ต้องปลุกเสก) และพระเกจิอาจารย์ในสมัยโบราณ มักนิยมเอาตะปูสังฆวานรที่ชำรุดมาหลอมไฟแล้วตีขึ้นรูปเป็นแผ่นบางๆ เพื่อใช้สำหรับทำเป็นตะกรุด , เหล็กจาร , หรือเหล็กสักยันต์ เป็นต้น...(ตั้งใจจะเขียนเรื่องพระกรุเนื้อชินเขียว เขียนไปเขียนมาดันเป็นเรื่องตะปูสังฆวานรซะนี่ ขออภัยในความพลั้งเผลอ) มาเข้าเรื่องกันต่อ...พระกรุเนื้อชินเขียวส่วนใหญ่ จะมีน้ำหนักมากกว่าพระกรุเนื้อชินเงิน
อีกทั้งสนิมที่เกิดขึ้นจากเนื้อพระ จะมีลักษณะเป็นไขสีขาวขุ่นล้างออกยาก เกาะจับอยู่ตรงบริเวณหลืบซอกขององค์พระ ซึ่งในพระเนื้อชินเขียวบางองค์ จะมีคราบสีเหลืองอมน้ำตาลปะปนอยู่ร่วมกับไขขาวอีกด้วย...ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว พระกรุเนื้อชินเขียวจัดเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือนิยมเป็นอันดับหนึ่งของวงการนักสะสมพระกรุเนื้อชินรุ่นคุณทวด ซึ่งในยุคสมัยนั้น พระกรุเนื้อชินเงินยังไม่เป็นที่นิยม หรือแทบจะไม่มีราคาในวงการของนักสะสมเลย...เป็นเพราะอะไร?...ทำไมคนในสมัยนั้นจึงให้ความนิยมพระกรุเนื้อชิ้นเขียวเป็นอันดับหนึ่ง?...และเพราะอะไร ความนิยมซึ่งเคยถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งในสมัยนั้นจึงตกไป?...แล้วทำไมบรรดานักสะสมพระกรุในสมัยนี้ จึงให้ความสำคัญกับพระกรุเนื้อชินเงินมากกว่าพระกรุเนื้อชินเขียว?...ตอนหน้า (ถ้าอารมณ์ดี+มีอารมณ์เขียน+ถ้ามีเวลา) ค่อยมาเฉลยกัน...
edit @ 24 Sep 2009 22:27:23 by นิลกาฬ
edit @ 27 Sep 2009 01:29:52 by นิลกาฬ
edit @ 27 Sep 2009 01:34:13 by นิลกาฬ
posted on 22 Sep 2009 03:55 by james7
พระกรุเมืองสยาม ตอนที่ 3 (พระกรุปลอม)
ช่วงนี้ตั้งใจว่าจะหาเช่าพระกรุแท้ๆสักองค์ หลังจากที่หยุดการเช่าบูชาพระเครื่องมาได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากพระกรุที่เก็บสะสมสมไว้มีจำนวนมากจนไม่มีที่จะเก็บ (เกือบพันองค์) จึงเข้าไปเยี่ยมชมเว๊ปพระเครื่องออนไลน์หลายๆเว๊ป แล้วก็มาสะดุดตากับพระกรุอยู่หลายรายการที่มีผู้มาลงประกาศขาย เพราะพระกรุเหล่านั้นเป็น "พระปลอม" เกือบทั้งหมด รวมทั้งพระกรุบางวัดที่ในสมัยก่อน ผู้ซึ่งนิยมสะสมพระกรุรุ่นคุณปู่ไม่นิยมเก็บสะสมหรือไม่เล่นกัน ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น เป็นพระปลอมที่ถูกทำขึ้นมาเลียนแบบพระแท้ หรือ เป็นพระกรุปริศนาคาใจหาความชัดเจนไม่ได้ เป็นต้น สามารถจำแนกวิวัฒนาการและประเภทของพระกรุซึ่งเป็นพระปลอมได้ ดังนี้
1.) พระกรุปลอมซึ่งถูกทำขึ้นมาเฉพาะบางพิมพ์ :
1.1 จุดกำเนิดของพระปลอม เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 :
ในยุคนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังษี) วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ซึ่งพระเครื่องพิมพ์พระสมเด็จของท่าน ต่างได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาก่อนที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตจะมรณะภาพ สีกาคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านในละแวกวัด และมีความสนิทสนมกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (เพราะช่วยเป็นธุระในเรื่องแบบพิมพ์พระเครื่อง และจัดหามวลสารในการทำพระพิมพ์ให้กับท่านเจ้าประคุณสมเด็จขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่) สีกาคนนี้จึงได้ล่วงรู้ถึงสูตรการสร้างพระพิมพ์สมเด็จต่างๆโดยละเอียด และภายหลังจากที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้มรณะภาพลง แต่ความต้องการพระสมเด็จของประชาชนกับมีมากขึ้น สีกาซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดคนดังกล่าว จึงลงมือผสมมวลสารแล้วกดลงแม่พิมพ์พระสมเด็จซะเอง จากนั้นก็นำพระสมเด็จที่ตนเองได้ทำขึ้น ออกจำหน่ายให้ประชาชนเช่าบูชาเรื่อยๆ โดยหลอกลวงว่าเป็นพระตกค้างที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตได้สร้างไว้ก่อนมรณะภาพ หลอกลวงคนอยู่อย่างนั้นหลายปีจนตัวเองมีฐานะร่ำรวย...ส่วนคนที่ได้เช่าพระไปก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ เพราะไม่ว่าจะพิจารณาพระสมเด็จจากมุมไหน ทั้งองค์ประกอบด้านพิมพ์ทรงตำหนิจุดตาย หรือ องค์ประกอบเนื้อหามวลสารที่มีอยู่ในพระสมเด็จ ไม่มีจุดใดเลยที่จะบ่งบอกว่าเป็นพระปลอม (ก็สีกาคนที่ทำปลอมเป็นแม่งานคนสำคัญของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ในช่วงที่ท่านยังไม่มรณะภาพนี่นะ จึงทำปลอมออกมาได้เนียนเหมือนของแท้ทุกประการ "เพียงแต่ไม่ได้ปลุกเสก") ไม่ว่าจะให้ใครดูต่างก็จะยืนยันตรงกันว่าเป็นพระแท้ทุกคน...และเมื่อคนที่ได้เช่าพระสมเด็จปลอมรุ่นแรกนี้ใกล้จะเสียชีวิต ก็ส่งมอบพระสมเด็จปลอมรุ่นนี้ต่อไปให้กับบุตรหลาน(อย่างภาคภูมิใจ) แล้วก็ส่งต่อกันเป็นทอดๆจากรุ่นสู่รุ่นกันไปเรื่อยจนถึงปัจจุบัน โดยหารู้ไม่ว่า พระสมเด็จประจำตระกูลของตนเองนั้น แท้จริงแล้วก็คือพระปลอมที่โดนเขาหลอกต้มมาตั้งแต่สมัยปู่ของปู่ของปู่ ต่อๆกันมาเรื่อยๆนั่นเอง...ซึ่งพระสมเด็จปลอมในยุคเริ่มแรกนี้ ได้จุดประกายความคิดให้กับคนทำพระปลอมคนอื่นๆ ได้ทำพระปลอมชนิดต่างๆออกมาอย่างแพร่หลาย มีทั้งพระเนื้อดิน พระเนื้อชิน และพระเนื้อผง ที่ได้รับความนิยมและมีราคาแพง ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นพระกรุในชุดกิมตึ๋ง(สี่กร - มอญแปลง - ปรกชุมพล - ประคำรอบ)นั่นเอง (เพราะช่วงเวลาขณะนั้นพระชุดเบญจภาคียังไม่ถือกำเนิด พระชุดกิมตึ๋งจึงเป็นพระเครื่องอันดับหนึ่งของวงการพระเครื่องสมัยนั้น) หากจะนับรวมเวลาของพระปลอมซึ่งถูกทำขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน ก็จะมีอายุความเก่าประมาณร้อยกว่าปี...ในปัจจุบันบรรดาเซียนๆ ทั้งเซียนน้อยเซียนใหญ่ในวงการพระกรุพระเครื่อง ต่างดูพระปลอมในสมัยนั้นเป็นพระแท้กันไปหมดแล้ว และยังมีพระปลอมเก่าอีกตั้งหลายองค์ ติดรางวัลชนะเลิศในงานประกวดพระเครื่องอีกต่างหาก (เห็นได้จากใบประกาศ ที่ผู้ขายนำมาลงขายพร้อมกับพระ).
1.2 ยุคที่สองเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 - ปีพ.ศ.2500 :
เป็นช่วงเวลาที่พระกรุตามวัดต่างๆแตกกรุออกมาเยอะที่สุดจากหลายวัดทั่วประเทศ ประกอบกับอุปกรณ์เครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการทำพระปลอม มีวิวัฒนาการและประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น การทำพระปลอมจึงเป็นเรื่องง่ายไม่ต้องปั้นทีละองค์เหมือนกับพระปลอมในยุคแรก เพียงแค่ลงทุนหาซื้อพระกรุแท้ๆที่ตนเองต้องการจะทำปลอมมาเป็นแบบเพียงองค์ก็พอแล้ว จากนั้นก็จะสามารถผลิตพระกรุปลอมออกมาได้ครั้งละมากๆ โดยพระกรุปลอมทุกองค์จะลักษณะพิมพ์ทรงและตำหนิเหมือนกันเป๊ะๆทุกๆองค์ (ก็ใช้เครื่องจักรทำนี่นะ จึงมาตรฐานเดียวกันหมดทุกองค์ หรือทุกจุดเหมือนกันยังกับฝาแฝดนั่นเอง) วงการพระเครื่องเรียกพระทำนองนี้ว่าพระปี๊ป คือทำปลอมแล้วใส่พระปลอมนับร้อยองค์นั้นไว้ในปี๊ป จากนั้นก็ขายเหมาให้กับพ่อค้าคนกลางกันแบบยกปี๊ป แล้วแต่ใครจะสั่งซื้อกี่ปี๊ปก็ได้...พระปลอมยุคนี้ สามารถทำเงินได้ดีในช่วงระยะแรกๆที่ปรากฏโฉมออกมา โดยเฉพาะกับคนนอกพื้นที่เนื่องจากยังใหม่อยู่ ข่าวการทำพระปลอมยังไม่แพร่หลายออกไป คนซื้อจึงยังไม่รู้และถูกหลอกเอาง่ายๆ ซึ่งในปัจจุบัน พระปลอมยุคนี้ยังพอให้มีให้เห็นอยู่ปะปรายในสนามพระเครื่อง ซึ่งในพระกรุปลอมจากยุคนี้บางองค์ที่ถูกศัลยกรรมแต่งพิมพ์เปลี่ยนโฉม ก็ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่องว่าเป็นพระแท้ไปบ้างแล้วเช่นกัน.
1.3 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 - ปัจจุบัน :
ฝีมือการทำพระกรุปลอมได้พัฒนาถึงขีดสุด โดยเฉพาะพระกรุประเภทเนื้อชินเงินฉาบปรอท สามารถทำออกมาได้เหมือนมากๆ และจากจำนวนพระกรุปลอมเนื้อชินเงินฉาบปรอทดังกล่าวทั้งหมด (ทุกวัด ทุกกรุ ทุกพิมพ์) ประมาณครึ่งหนึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นพระกรุแท้ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนพระกรุปลอมเนื้อดินเผาและเนื้อผง ที่ทำปลอมออกมาในยุคนี้ประมาณหนึ่งในสี่ของจำนวนทั้งหมด (ทุกวัด ทุกกรุ ทุกพิมพ์) แล้วผ่านการแปลงโฉมศัลยกรรมตกแต่ง ก็ได้รับการยอมให้เป็นพระกรุแท้อีกเช่นกัน.
2.) พระกรุปลอมซึ่งถูกทำขึ้นมาแบบปลอมยกกรุ :
พระกรุปลอมประเภทนี้ เริ่มมีปรากฏขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 และมีมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน จากเท่าที่ติดตามสังเกตและได้ยินข่าว นับรวมได้ไม่ต่ำกว่า 30 วัด ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบของขบวนการโดยมีการประสานงาน และผลประโยชน์ร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายฆราวาสและฝ่ายพระสงฆ์ในวัด โดยฝ่ายฆราวาสจะทำหน้าที่ผลิตพระปลอมขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นพระเนื้อดินเผา เนื้อชิน หรือเนื้อผงก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน สำหรับพระเครื่องหรือพระพิมพ์ที่ผลิตขึ้นมานั้น จะมีจำนวนมากเป็นพิเศษ จากนั้นก็แบ่งพระออกเป็นสองส่วน โดยนำพระส่วนหนึ่งไปฝังไว้ในบริเวณที่ตกลงกับพระสงฆ์ภายในวัด อีกส่วนหนึ่งก็เอาไปฝังไว้ที่อื่นซึ่งรู้กัน พอฝังเสร็จแล้วก็ต้องใจเย็นรอคอยเวลาให้พระเครื่องที่นำไปฝังได้เกิดคราบกรุ ซึ่งอาจจะซักปีหรือครึ่งปี พอได้เวลาอันควรพระสงฆ์ภายในวัด ก็จะหาอุบายอันเป็นเหตุให้ได้ไปพบพระกรุตามที่ขบวนการของตนได้นำไปฝังไว้ จากนั้นทีมงานฆาวาสซึ่งอ้างตัวเป็นลูกศิษย์ก็จะประโคมข่าวว่าแตกกรุ พร้อมทั้งแต่นิยายชวนเชื่อสารพัดเพื่อดึงดูดให้น่าสนใจ...ซึ่งพระกรุปลอมประเภทนี้ สามารถหลอกได้เฉพาะชาวบ้าน และผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระเครื่อง แต่ไม่อาจหลอกเซียนพระหรือผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องพระกรุได้ เท่าที่ทราบมามีคนถูกหลอกให้เสียเงินทำบุญ เช่าพระกรุปลอมลักษณะนี้กันมานักต่อนักแล้ว คนที่ถูกหลอกให้เช่าพระกรุไปหลายคน จะเกิดความเชื่อมั่นเต็มร้อยว่าพระเครื่องนั้นแท้ เพราะตนเองได้ไปเช่ามาจากวัดโดยตรง ไม่ได้เช่าต่อมาจากใครที่ไหน และเวลาที่เซียนพระหรือผู้รู้ตัวจริงมาทักว่าเป็นพระปลอม ก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหาว่าคนทักดูพระไม่เป็นหรือตาไม่ถึง สุดท้ายคนที่ตกเป็นเหยื่อบูชาความโง่ก็คือตัวของผู้ที่ถูกหลอกเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจไม่น้อย.
edit @ 24 Sep 2009 22:51:17 by นิลกาฬ
edit @ 27 Sep 2009 01:30:00 by นิลกาฬ
edit @ 27 Sep 2009 01:34:22 by นิลกาฬ